วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

วิธีทำครัวซองค์




ส่วนประกอบในการทำ


ส่วนผสม 1
เนยหรือมาการีน 1 ถ้วย, แป้งสาลี 1/2 ถ้วย

ส่วนผสม 2
แป้งสาลี 3 3/4 – 4 ถ้วย, เนยหรือมาการีน 1/2 ถ้วย, นมสด 3/4 ถ้วย, ไข่แดง 1 ฟอง, น้ำตาล 1/4 ถ้วย, เกลือ 1/2 – 1 ช้อนชา, ยีสต์ผง 2 ช้อนโต๊ะ


ส่วนผสม 3
ไข่ขาว 1ช้อนโต๊ะ (หรือที่แยกจากไข่ 1 ฟอง), นมสด 1ช้อนโต๊ะ




วิธีทำ
คนเนย 1 ถ้วย กับแป้ง 1/2 ถ้วยให้เข้ากัน ตักใส่กระดาษแก้วห่อคลึงให้เป็นแผ่นยาว 12 นิ้ว กว้าง 6 นิ้ว แช่เย็น 1 ชั่วโมง
ผสมนม น้ำตาล เกลือ เนย ที่เหลือ 1/2 ถ้วยตั้งไฟพอน้ำตาลละลายทิ้งให้อุ่น ใส่แป้ง 1/2 ถ้วย ใส่ยีสต์คนให้เข้ากัน ใส่ไข่คนให้เข้ากัน แล้วจึงค่อยๆ ใส่แป้งที่เหลือคนให้เข้ากัน นวดประมาณ 15 นาที
คลึงให้แป้งเป็นรูปสี่เหลี่ยม 14 x 14 นิ้ว นำเนยที่แช่เย็น วางบนแผ่นแป้ง เพียงครึ่งหนึ่งของแผ่นแป้ง ปิดขอบให้แน่นโดยวิธีบีบแป้งเบาๆ
คลึงให้กว้าง 12 นิ้ว ยาว 21 นิ้ว พับ 3 ส่วน คลึงให้กว้าง 12 นิ้ว ยาว 21 นิ้วเท่าเดิม (ถ้าคลึงแล้วเนยเหลวไหลออกมาให้แช่เย็นก่อนคลึง)
คลึงให้กว้าง 12 นิ้ว ยาว 21 นิ้วอีกครั้ง แล้วพับ 3 ส่วนให้เหลือ 12 x 7 แช่เย็น 45 นาที (ต่อให้สนิทก่อนแช่) ตัดแป้งเป็น 4 ส่วน แล้วคลึงแป้งแต่ละส่วนให้ได้ 20 x 7 นิ้ว
ตัดแต่ละอันให้ได้ 10 ชิ้น จะได้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาว 7 นิ้ว กว้าง 2 นิ้ว แล้วจึงตัดทะแยงจะได้สามเหลี่ยมชายธงสูง 7 นิ้ว ฐานกว้าง 2 นิ้ว
ม้วนจากฐานขึ้นมาหาชาย วางในถาดไม่ต้องทาไขมัน โค้งฐานให้เป็นรุปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว วางทิ้งให้ขึ้น 20 นาที ทาด้วยไข่ขาวที่ผสมนม 1 ช้อนโต๊ะ อบไฟ 375 องศาฟาเรนไฮต์ ประมาณ 12 – 15 นาที เมื่อสุกเอาออกจากเตาวางบนตะแกรง เสริฟอุ่นๆ กับชา กาแฟ
ลองทำกินดูนะคะ :)

มารู้จักเพลง Elle, tu l'aimes




Elle, tu l'aimes


Hélène SEGARA



Elle tu l'aimes si fort si fortAu point, je sais que tu serais perdu sans elleElle tu l'aimes autant je crois que j'ai besoin de toi
Moi j'enferme ma vie dans ton silenceElle tu l'aimes c'est toute la différence
Elle tu l'aimes au point sûrementD'avoir au cœur un incendie qui s'éterniseElle tu l'aimes et moi sans toi en plein soleil j'ai froid
Plus ma peine grandit en ton absencePlus tu l'aimes c'est toute la différence
Elle tu l'aimes si fort si fortAu point, je sais que tu pourrais mourir pour elleElle tu l'aimes si fort, et moi je n'aime toujours que toi








คำอ่าน


แอล ตู แลม
แอล ตู แลม ซิ ฟอร์ต ซิ ฟอร์ตโอ ปวง เชอ เซ เกอะ ตู เซอเคร่ แปร์คดู ซอง แซลแอล ตู แอม โอตอง เชอ ครัว เกอะ เช เบอซวง เดอ ตัว
มัว ชองแฟร์คม์ มา วี ดอง ตง วิลองซ์แอล ตู แอม เซ ตูต์ ลา ดิฟเฟครองซ์
แอล ตู แลม โอ ปวง ซูค์มองดาวัว โอ เกรอ เอิง แนงซองดี กี เซแตร์นีส์แอล ตู แอม เอ มัว ซอง ตัว ออง แปรน โซเลย เช ฟรัว
ปูส์ มา แปรน กรองดี ออง ตง นับซองปูส์ ตู แลม เซ ตูต์ ลา ดิฟเฟครองซ์
แอล ตู แลม ซิ ฟอร์ต ซิ ฟอร์ตโอ ปวง เชอ เซ เกอะ ตู ปูร์เคร่ มูร์ครี ปู แอลแอล ตู แลม ซิ ฟอร์ต เอ มัว เชอ แนม ตูชูร์ เกอะ ตัว


คำแปล


วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553






พระราชวังแวร์ซายส์ (ภาษาฝรั่งเศส: Château de Versailles) เป็นพระราชวังหลวงแห่งหนึ่งของประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่ที่เมืองแวร์ซายส์ อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงปารีส ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของมหานครปารีส พระราชวังแวร์ซายส์เป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และสวยงามแห่งหนึ่งของโลก และนับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคปัจจุบันด้วย







ประวัติ
เดิมนั้น เมืองแวร์ซายส์เป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งเท่านั้น มีผู้คนอาศัยอยู่เบาบาง บริเวณส่วนใหญ่เป็นป่าเขา เยี่ยงชนบทอื่น ๆ ของฝรั่งเศส เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ยังทรงพระเยาว์ ขณะพระชนมายุได้ 23 พระชันษา ทรงนิยมล่าสัตว์ในป่า และทรงเห็นว่าตำบลแวร์ซายส์น่าจะเหมาะแก่การประทับเพื่อล่าสัตว์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักขึ้นมาใน พ.ศ. 2167 โดยในช่วงแรกเป็นเพียงกระท่อมเล็กๆ สำหรับพักชั่วคราวเท่านั้นเมื่อ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ขึ้นครองบัลลังก์ มีประสงค์ที่จะสร้างพระราชวังแห่งใหม่ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการปกครองของพระองค์ จึงเริ่มปรับปรุงพระตำหนักเดิมในปี พ.ศ. 2204 ใช้เงินทั้งหมด 500,000,000 ฟรังก์ คนงาน 30,000 คน และใช้เวลาอยู่ถึง 30 ปีจึงแล้วเสร็จในพ.ศ. 2231 ทุกส่วนทำด้วยหินอ่อนสีขาว เป็นแบบอย่างศิลปกรรมที่งดงามมาก ภาย ในแบ่งออกเป็นห้องๆ เช่น ห้องบรรทม ห้องเสวย ห้องสำราญ ฯลฯ ทุกห้องล้วนมีเครื่องประดับงดงามตระการตาและภาพเขียนที่มีชื่อเสียง ภายในพระราชวังมีภาพวาด ภาพแกะสลักซึ่งแสดงให้เห็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสหลายสมัยสถานที่แห่งนี้เคยใช้เป็นที่เซ็นสัญญาสงบศึกกับอเมริกาในปี ค.ศ 1783 แวร์ซายส์ นับเป็นส่วนหนึ่งของแรงผลักดันที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ในฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ. 1789 ต่อมาในปี ค.ศ. 1815 พระเจ้าหลุยส์-ฟิลิปป์ได้เปลี่ยนสภาพพระราชวังแห่งนี้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ และใช้เป็นสถานที่ลงนามในสัญญาสงบศึกสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตรกับเยอรมัน เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1919 นอกจากเครื่องประดับที่เก่าแก่ และสูงค่าแล้ว การจัดสวนก็เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่างดงามยิ่งนัก เพราะมีการตกแต่งประดับประดาด้วยดอกไม้หลากสีสวยงามมาก โดยเฉพาะตอนฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ส่วนที่เป็นป่าสำหรับล่าสัตว์ปัจจุบันใช้เป็นที่ๆให้ผู้เข้าชมไปเดินเล่น พักผ่อน และมีม้าหินให้นั่งเล่นเป็นระยะๆ การก่อสร้างพระราชวังแวร์ซายส์แห่งนี้ได้นำเงินมาจากค่าภาษีอากรของราษฎร ชาวฝรั่งเศส ต่อมาจึงได้มีกองทัพประชาชนบุกเข้ายึดพระราชวังและจับพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับพระนางมารี อองตัวเนต ประหารด้วย "กิโยติน" ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2332 ปัจจุบันพระราชวังแวร์ซายส์ ได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์และเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแก่ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมความสวยงาม หากนับเวลาตั้งแต่ก่อสร้างเสร็จ พระราชวังแห่งนี้ก็มีอายุยืนนานถึง 300 ปีเศษ ที่ยังคงความงามอยู่ได้โดยไม่เสื่อมคลายพระราชวังแวร์ซายส์ได้รับจดทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 3 เมื่อปี พ.ศ. 2522 ที่ประเทศอียิปต์

ประเพณีแต่งงานของฝรั่งเศส


ประเพณีการแต่งงานของฝรั่งเศส
ก่อนพิธีแต่งงาน เจ้าสาวฝรั่งเศสจะมีพิธีอาบน้ำเป็นพิเศษ เพื่อชำระล้างสิ่งไม่ดีงามต่าง ๆ รวมถึงอดีตความทรงจำเกี่ยวกับความรักครั้งก่อน ๆ ให้หมดไป เจ้าบ่าวจะไปรับเจ้าสาวที่บ้านของเธอ เด็ก ๆ จะออกมากั้นทางของทั้งสองด้วยริบบิ้นสีขาวซึ่งเจ้าสาวจะเป็นผู้ตัด พิธีแต่งงานของฝรั่งเศสจะเน้นความขาวบริสุทธิ์เป็นหลัก มีการให้พรจากนักบวชภายในโบสถ์ซึ่งอบอวลไปด้วยเครื่องหอมและดอกไม้ต่าง ๆ ขณะที่ย่างก้าวออกจากโบสถ์ คู่บ่าวสาวก็จะถูกโปรยด้วยเมล็ดข้าวสาลี ในงานเลี้ยงบรรดาแขกเหรื่อจะนำดอกไม้มามอบแก่ทั้งสอง เพื่อฉลองการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สดใสเหมือนดั่งดอกไม้แรกแย้ม และด้วยเหตุผลเดียวกัน เจ้าสาวฝรั่งเศสมักจะประดับผมของเธอด้วยดอกไม้ หรือไม่ก็สวมหมวกมีดอกไม้ประดับประดาอยู่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะดื่มอวยพรให้แก่กันด้วยแก้วพิเศษที่มีที่จับอยู่สองข้าง ทั้งสองจะดื่มให้แก่กันจากแก้วใบเดียวกันนี้เพื่อแสดงถึงการเริ่มต้นการใช้ชีวิตที่เหลือร่วมกัน แก้วหรือถ้วยใบนี้จะถูกเก็บไว้เพื่อสืบทอดต่อไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน




ชุดฝรั่งเศสโบราญ *-*

สไตล์บาโรก (Baroque ~1600 - 1700)
จากยุคก่อนหน้านี้ (สมัยเรอเนอร์สซองส์) สุ่มแบบต่างๆได้เข้ามามีบทบาทกับการแต่งตัวของสาวๆ มาถึงยุคนี้ก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่ แต่ว่าจะมีลักษณะเปลี่ยนไปเล็กน้อยคือด้านหน้าจะแบนลง เด้งไปป่องด้านหลังแทน ตัวกาวน์ (เสื้อตัวนอก) จะเย็บรวมบอดิซ (bodice) ติดที่เอวแล้วเปิดด้านหน้าไว้ ตรงที่เปิดไว้จะใช้ผ้ารูปสามเหลี่ยมหัวกลับยาวๆ ที่เรียกว่า "สตอมัคเคอร์" (stomacher) เสริมกระดูกดุนให้แข็งๆ แล้วปักลาย หรืออัดด้วยดอกไม้ปลอมให้แน่น หรือประดับด้วยผ้าลูกไม้ แบบที่นิยมที่สุดคือการปิดด้วยริบบิ้นถักสลับไปมา เรียกว่าแบบ "เอแชล" (Eschelle: ขั้นบันได)




กาวน์สวมทับเพตติโคท ผูกสตอมัคเคอร์ประดับเอแชล และแขนอังกายัง 4 ชั้น
แขนเสื้อที่ยาวจรดข้อศอกประดับจีบลูกไม้ลอนฟูเรียกว่า "อังกายัง" (Engageants) แต่ในช่วงต้นของยุคบาโรก จะนิยมแขนเสื้อแบบโป่งพองฟูฝอย โดยใช้ริบบิ้นมัดเป็นช่วงๆ (นึกถึงแหนมสิตัว ,,=w=,,) แขนแบบนี้เรียกว่า "แขนวิราโก" (Virago sleeves)



แขนวิราโกกับสุ่มแบบกางออกข้าง สังเกตได้ว่ากระโปรงจะกว้างมากเพื่อที่สาวๆ จะได้สามารถอวดลายผ้าอลังการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บอดิซแขนอังกายัง 2 ชั้นกับสุ่มแบบกางออกข้าง - แน่นอนว่าเดินหน้าตรงเข้าประตูไม่ได้ ต้องเอียงข้างเข้าค่ะ





ทรงผมที่นิยมในสมัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงหลายแบบ เริ่มจากการหวีเปิดหน้าผาก ตลบผมไปด้านหลังแล้วม้วนเป็นลอนกุนเชียงเล็กๆ เก็บไว้ แบบนี้เรียกว่า "ทรงหัวแกะ" จะเห็นได้จากภาพต่างๆ ด้านบน ยกเว้นภาพเด็กผู้หญิงที่สวมกระโปรงแขนวิราโก เธอไว้ผมแบบ "เฮอร์ลูเบอร์ลู"

Hurluberlu ("scattered brain") hair style - ผมทรง "ขมองกระจาย" v(=w=) (ฮา)
ช่วงท้ายปลายยุค นอกจากสาวๆจะประดับตัวเสื้อกับกระโปรงแบบมหาศาลบานทะโรด ชนิดที่หนักมากจนต้องอาศัยห่วงเหล็กมาช่วยค้ำชุดแล้ว ทรงผมก็อลังการไม่แพ้กัน แฟชั่นสุดเก๋คือทรงแบบ "ฟองตางเก" (Fontange) โดยการเกล้าผมสูงไว้กลางศีรษะ มัดโบเล็กๆ หลายอันด้านหน้า จากนั้นประกบด้วยลูกไม้จีบเป็นแผง 3 - 4 ชั้น วนไล่ขึ้นไปเป็นยอด ด้านหลังกับด้านข้างทิ้งปอยหยิกห้อยและผูกโบว์ยาว






ผมทรงฟองตางเก (อังกฤษเรียก "คอมโมด" :Commode) เล่ากันว่าเกิดจากตอนที่บรรดาราชวงศ์ไปล่าสัตว์ สนมคนหนึ่งของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กลับออกมาจากพงหญ้าในสภาพหัวฟูกระเจิง เนื่องจากเธอแอบไป*ปี๊บ*กับกษัตริย์มา ด้วยความเขินจึงแก้เก้อด้วยการดึงเชือกถุงน่องมารัดผม ทำเนียนเป็นผมทรงใหม่ไฉไลไฮโซไปซะ
.
สไตล์โรโกโก (Rococo ~1700 - 1800)
พูดถึงโรโกโก ยายดาว่าสนุกที่สุดก็คือทรงผม (หัวเราะ) ทรงผมในยุคนี้อลังการบานทะโรดมากก-กกก เรียกว่ายืนอยู่หัวคุ้ง คนท้ายคุ้งมองมาก็รู้ว่าเป็นใครนั่นแหละ (ฮา) ถ้าไม่เชื่อลองดูรูปนี้สิตัว~








ตอนเอารูปในหนังสือให้แนนดู แนนปาดเหงื่อแล้วพูดว่า "คนเราไม่ควรมีเรืออยู่บนหัวจ้ะดา" (ฮา)
อาจจะมีคนเคยได้ยินชื่อ "วิกแบบปอมปาดัวร์" (Pompadure) ก็คือวิกลงแป้งขาวแบบนี้แหละจ้ะ ในช่วงปี 1770 เป็นช่วงที่ขนาดของมันใหญ่ขึ้นถึงขีดสุด แบบที่สาวนำสมัยนิยมใส่กันจะเป็นวิกที่มีความสูงประมาณ 90 cm (3 ฟุตบนหัวน่ะ- - นี่ไม่รวมเครื่องประดับนะคะที่รัก) แบบเบาะๆ เบๆ ก็อยู่ที่ราวๆ 30 cm โครงสร้างของผมเป็นรูปหอคอย ใช้ขนนก อัญมณี ริบบิ้นเสียบๆ เข้าไป ...อา...ไม่อยากจะพูดเลยว่าที่จริงมีอะไรก็โปะลงไปนั่นแหละ (แม้แต่เรือยังโปะไปแล้วนี่คะตะเอง =w=)








ช่วงปี 1780 เริ่มนิยมการดัดหยิกแล้วยีให้โป่งเหมือนเม่น โดยจะยีให้ผมบานออกรอบหน้า แล้วทิ้งหางยาวไว้ถักเปียด้านหลัง ทรงผมแบบนี้หนักมากเลยล่ะ (ที่จริงไม่ต้องบอกก็รู้เนอะ) แล้วก็เทอะทะมากๆ จนยายดาคิดว่านี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ขนาดสุ่มลดลงจากสมัยบาโรกด้วยรึเปล่านะ แบบว่าต้องคอยระวังหัว ไม่มีเวลาไปดูกระโปรงไง :-P




การ์ตูนล้อเลียนของแมกกาซีนในสมัยนั้นเกี่ยวกับวิธีการทำผมของสาวๆ (^^;)
ส่วนเสื้อผ้าจะเริ่มมีการแบ่งเป็นกาว์นกับชุดเสื้อผ้า 2 ชิ้น แบบที่นิยมกันมีอยู่ 3 แบบคือ โรบ อะลา ฟรองเซส โรบ อะลองเกลส และโรบ อะลา โปโลเนส






โรบ อะลา ฟรองเซส(Robe a' la francaise)เป็นแบบที่นิยมในช่วง 1730 - 1780 เป็นกาว์นที่ตัดเย็บแบบมีจีบโป่งด้านหลังและรัดรูปด้านหน้า ชายด้านหลังที่ปล่อยยาวนี้เรียกว่า "วาโต แบค" (Watteau back)ชุดแบบนี้สาวฝรั่งเศสนิยมกันมาก แต่มาเลิกฮิตไปในช่วงหลังเมื่อมีหมอนหนุนสะโพกเข้ามา




โรบ อะลองเกลส(Robe a' l'anglaise)เป็นแบบที่รัดรูปทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แบบนี้นิยมในอังกฤษและอเมริกา และได้รับความนิยมไปจนจบสมัย



โรบ อะลา โปโลเนส (Robe a' la polonaise)เป็นชุดชั้นนอกและเพตติโคทที่มีห่วงกลมรองรับเย็บติดกับกระโปรงในลักษณะที่ชั้นนอกพองฟูเหมือนกับห่อกระโปรงตัวในอยู่ ความสูงของตัวโปโลเนสจะสูงประมาณข้อเท้า ไม่กองเรี่ยพื้น
นอกจากนี้ ยังมีแฟชั่นแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นอีก เช่นการประยุกต์ชุดขี่ม้าของสุภาพบุรุษมาให้สุภาพสตรีสวมใส่ แต่ประดับประดาอย่างสวยงาม ชุดแบบนี้เรียกว่า "เรดิงโกท" (Redingote) ลักษณะก็จะคล้ายกับโค้ทยาวตัวใหญ่ (greatcoat) ที่มีปกแบะออก นอกจากนี้ยังนิยมสวมแจ็กเกตกับกระโปรง แจ็กเกตจะมีลักษณะรัดรูปทรงบอดิซแล้วบานออกใต้เอว เรียกว่า "กาซาแก็ง" (Casaquin)



กาซาแก็งกับกระโปรงผ้าลินอน (โพลีเอสเตอร์ผสมลินิน) ปักลวดลาย ที่คอสอดผ้าพันคอเนื้อบางที่เรียกว่า "ฟิชู" (Fichu)

เรดิงโกท - กึ่งๆ จะเป็นชุดขี่ม้าของคุณหนูในยุคนั้น แต่สามารถใส่อยู่บ้านได้ด้วย

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

เพลงประจำชาติฝรั่งเศส //

ลามาร์แซแยส แปลตามตัวว่า เพลงแห่งเมืองมาร์เซย์ เป็นชื่อของเพลงสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ประพันธ์ คำร้องและทำนองโดย โคลด โจเซฟ รูเซต์ เดอ ลิสล์ เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2335 ที่เมืองสตราสบูร์ก ในแคว้นอัลซาซ เดิมเพลงนี้มีชื่อว่า "Chant de guerre de L Armee du Ghin" (แปลว่า เพลงมาร์ชกองทัพลุ่มน้ำไรน์) เดอลิสล์ได้อุทิศเพลงนี้ให้แก่นายทหารชาวแคว้นบาราเรีย (อยู่ในประเทศเยอรมันนี้ปัจจุบัน) ซึ่งเกิดในประเทฝรั่งเศสผู้หนึ่ง คือ จอมพลนิโคลาสเนอร์ ลัคเนอร์ (Nicolas Luckner) เมื่อกองทหารจากเมืองมาร์เซย์ได้ขับร้องเพลงนี้ขณะเดินแถวหน้าทหารเข้ามายังกรุงปารีส ทำให้เพลงนี้เป็นที่รุจักโดยทั่วไปและกลายเป็นเพลงปลุกใจในการร่วมปฎิวัติฝรั่งเศสทั่งยังเป็นที่มาของชื่อเพลงลามาร์แซแยสดังปรากฏอยู่ในปัจจุบันด้วยสมัชชาแห่งชาติฝรั่งเศสได้ออกประกาศรับรองให้เพลงลามาร์แซแยสเป็นเพลงชาติฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2338 ต่อมาเพลงนี้ได้ถูกงดใช้ในช่วงรัชสมัยของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 และพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 และมีการนำเพลงอื่นมาใช้เป็นเพลงชาติฝรั่งเศสแทนในระยะเวลาดังกล่าวแทน หลังการปฎิวัติในปี พ.ศ. 2373 เพลงนี้ก็ได้กลับมาใช้เป็นเพลงชาติในระยะสั้นๆ แต่ก็งดใช้อีกครั้งในสมัยของจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ตราบจนกระทั่งฝรั่งเศสเข้าสู่สมัยสาธารณรัฐที่ 3 เพลงนี้จึงได้รับการรับรองให้เป็นเพลงชาติอย่างถาวรเมื่อ พ.ศ. 2422



เปิดตำนานการเดินทางของหลุยส์ วิตตอง


ตำนานหลุยส์ วิตตอง สัญลักษณ์แห่งความโก้หรูเริ่มต้นเมื่อปี 1837 โดยชื่อนี้เกิดขึ้นจากกระเป๋าบรรจุสัมภาระที่วางขายในมหานครปารีส เบื้องหลังความสำเร็จของหลุยส์ วิตตองเกิดจากความบังเอิญจากความผิดพลาดของการพิมพ์ตัวอักษรบนแผ่นผ้าอาบใยสังเคราะห์จากตัว WL ซึ่งหมายถึง “ตู้นอน” ของรถไฟชั้นหนึ่ง กลายเป็น อักษร VL ไขว้กันอยู่บนลวดลายดอกไม้สี่กลีบในวงกลมแผ่นผ้าที่ผลิตผิดเหล่านี้จึงถูกลูกค้าปฏิเสธ และเพื่อมิให้เป็นการสูญเปล่า จึงได้นำไปใช้หุ้มหีบใส่สัมภาระสำหรับการเดินทาง ซึ่งแต่เดิมใช้หนังวัวหุ้มบนโครงหีบไม้ มีหมุดเหล็กตอกเป็นระยะเพื่อความทนทาน อันเป็นหีบที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในขณะนั้น และใช้ชื่อสินค้าตามชื่อสกุลของผู้ผลิตเป็นเครื่องหมายการค้า และนั่นคือที่มาของชื่อ Louis Vuitton





หีบของ หลุยส์ วิตตอง เริ่มเป็นที่รู้จักสำหรับนักเดินทางที่เริ่มเดินทางด้วยเรือเดินสมุทรในเวลาต่อมา ด้วยคุณภาพที่ต่างจากหีบหนังแท้คือมีน้ำหนักเบากว่า สามารถใส่สัมภาระได้มากกว่ารวมทั้งสะดวกต่อการลำเลียง การเดินทางของหีบใบใหม่นี้เริ่มข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ผ่านช่องแคบอังกฤษ มุ่งสู่มหาสมุทรแอตแลนติกจนถึงนิวยอร์ก และกลายเป็นของก็หรูที่เหล่าเชื้อพระวงศ์ไปจนถึงดาราฮอลลีวูดต่างนิยมชมชอบ


หีบตู้เสื้อผ้า (Wardrobe)

ผลิตจากผ้าใบลายโมโนแกรม หีบสำหรับใส่เสื้อผ้าใบนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาในปี 1875 และประสบความสำเร็จอย่างมากทางด้านยอดขาย ด้วยภายในออกแบบมาให้สามารถใส่ได้ทั้งสูทของผู้ชายและเครื่องประดับของผู้หญิง พื้นที่ด้านในของตู้เสื้อประกอบไปด้วยลิ้นชักมากมายสำหรับใส่สิ่งของหรือเครื่องใช้ส่วนตัว นอกจากนี้ยังมีลิ้นชักสำหรับใส่รองเท้าอยู่ข้างใต้หีบเสื้อผ้ารุ่นนี้เหมาะสำหรับหนุ่มสำอางที่ชอบเดินทางไกลเป็นประจำ ส่วนหีบในภาพเป็นสมบัติของเจ้าชายโปลิยัก ได้รับการทำสัญลักษณ์ส่วนตัวด้วยแถบสีแดงขาว ส่วนใครอยากจะมีหีบใบเก๋นี้ไว้ครอบครอบสามารถสั่งทำได้พรอมบริการทำสัญลักษณ์ส่วนตัวหรือชื่อย่อให้อีกด้วย



หีบใส่อาหารไปปิกนิก( Picnic Trunk)

ย้อนไปในยุคเริ่มต้นศตวรรษที่ 20 รถยนต์เริ่มเป็นพาหนะที่สร้างความกระตือรือร้นให้มนุษย์อยากโลดแล่นออกจากเมืองใหญ่ไปหาอิสระในวันหยุดพักผ่อนกับการไปปิกนิก ซึ่งถือเป็นการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อรองรับกิจกรรมยามว่างใหม่ ๆ ในยุคนั้นเพื่อให้ลูกค้าได้ใช้ประโยชน์ของการไปปิกนิกอย่างคุ้มค่า จึงได้มีการผลิตหีบใส่อาหารจากผ้าใบลายโมโนแกรมหรือหนังแทนที่จะใช้ตะกร้าสาน หีบของหลุยส์ วิตตองใบนี้สามารถป้องกันทั้งฝุ่นและแมลง หากยังคงความหรูหราไร้ที่ติในการเก็บถ้วยชามเครื่องกระเบื้อง เครื่องเงินและเครื่องแก้วคริสตัลอีกด้วย

หีบโต๊ะทำงาน ( Stokowski Desk Trunk)


หีบใบแรกที่สามารถกางออกมาเป็นโต๊ะทำงานนั้นถูกออกแบบมาใช้ในช่วงต้นปี 1930 สำหรับวาทยกรชื่อดัง Leopold Stowkovski และเป็นที่มาของชื่อหีบใบนี้ด้วย หีบใบนี้ทำหน้าที่โต๊ะทำงานสำหรับนักเดินทางอย่างแท้จริงภายในประกอบไปด้วยที่วางเครื่องพิมพ์ดีด ช่องใส่หนังสือ ลิ้นชักเล็ก 2 ช่องสำหรับใส่เอกสาร และลิ้นชักใหญ่สำหรับใส่แฟ้มต่าง ๆ สามารถกางออกทางด้านข้าง ปัจจุบันหีบโต๊ะทำงานสำหรับนักเดินทางนี้ยังคงรับผลิตตามคำสั่งซื้อพิเศษของลูกค้า



หีบเตียงนอน ( Bed Trunk)


ในช่วงปลายปี 1860 หลุยส์ วิตตองได้พัฒนาความฝันในการสร้างเตียงที่สามารถพกหายามเดินทางได้ หนึ่งในเตียงนั้นได้ทำขึ้นสำหรับ ปิแอร์ ซาวอร์แนน เดอ บราซซ่า ซึ่งป็นนักสำรวจที่ต้องเดินทางไปยังเมืองคองโกในแอฟริกาอยู่เป็นประจำ และเป็นที่ที่เขาได้ค้นพบเมืองบราซซาวิลล์ ในปี 1880ในแคตตาล็อคของหลุยส์ วิตตอง ช่วงปี 1914 ได้บันทึกไว้ว่า “ สิ่งที่ทำให้เตียงนี้สมบูรณ์แบบก็คือ ขนม้าที่ใช้ในการทำที่นอนขนาดของเตียงที่เล็กทำให้ขนย้ายสะดวก ส่วนผู้ที่มีส่วนสูงเกินขนาดของเตียงตามโรงแรมก็สามารถสั่งทำเตียงนอนที่มีขนาดพิเศษเพื่อใช้ในการเดินทางได้ ”

หีบสั่งทำพิเศษ ( Special Trunk)
หีบใบนี้ถือเป็นต้นแบบของหีบที่ทำจากโลหะ( ทองแดง สังกะสี และอลูมิเนียม) ซึ่งสั่งทำพิเศษจากหลุยส์ วิตตอง สำหรับนักเดินทางสำรวจ ด้วยความแข็งแรงคงทนพิเศษ พร้อมระบบสูญญากาศ และมีส่วนฐานที่หนา รวมไปถึงระบบป้องกันความชื้นและแมลงจากด้านใน หลุยส์ วิตตอง ได้ผลิตหีบโลหะนี้ขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อปิแอร์ ซาวอร์แนน เดอ บราซซ่า สำหรับเดินทางของเขาในแอฟริกา